⚖️ น้ำหนักคนท้องควรขึ้นกี่โล — คำนวณน้ำหนักตั้งครรภ์ที่เหมาะสม

กรอกน้ำหนักและส่วนสูงก่อนตั้งครรภ์ — ระบบจะคำนวณน้ำหนักที่ควรเพิ่มทั้งครรภ์ตามค่า BMI พร้อมอัตราการขึ้นน้ำหนักที่แนะนำแต่ละไตรมาส ตามมาตรฐาน IOM 2009 ระดับสากล

💡 มาตรฐาน IOM 2009 (Institute of Medicine): น้ำหนักที่ควรขึ้นขึ้นอยู่กับ BMI ก่อนตั้งครรภ์ — ผอมควรขึ้นมากกว่า อ้วนควรขึ้นน้อยกว่า ไม่ใช่ทุกคนควรขึ้นเท่ากัน

⚖️ คำนวณน้ำหนักที่ควรขึ้นขณะตั้งครรภ์

กรอกข้อมูลก่อนตั้งครรภ์ — รู้เกณฑ์น้ำหนักที่เหมาะสมสำหรับคุณโดยเฉพาะ

ใช้น้ำหนักก่อนตั้งครรภ์หรือช่วงต้นไตรมาส 1

ส่วนสูงจริง ไม่สวมรองเท้า

เพื่อดูน้ำหนักที่ควรขึ้นถึงตอนนี้

กรอกเพื่อเช็กว่าขึ้นมาแล้วเท่าไหร่

BMI ก่อนตั้งครรภ์ของคุณ
— กรอกน้ำหนักและส่วนสูงเพื่อคำนวณ
BMI — / ประเภท — น้ำหนักที่แนะนำให้เพิ่มตลอดการตั้งครรภ์ (IOM 2009)
— กก.
ช่วงปกติ: — ถึง — กก.
ครรภ์เดี่ยว

🔬 น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาจากไหนบ้าง? (ครรภ์เดี่ยว ~12.5 กก.)

ℹ️ หมายเหตุ: ค่าที่แสดงเป็นแนวทางตามมาตรฐาน IOM 2009 สำหรับประชากรทั่วไป น้ำหนักที่เหมาะสมที่แท้จริงขึ้นอยู่กับสุขภาพรายบุคคล ควรปรึกษาสูติแพทย์ผู้ดูแลครรภ์เสมอ

🛍️ วิตามินบำรุงครรภ์ :

🟠 Lazada 🔴 Shopee

ตารางน้ำหนักที่ควรขึ้นขณะตั้งครรภ์ตาม BMI — มาตรฐาน IOM 2009

มาตรฐานสากลจาก Institute of Medicine ปี 2009 ใช้ BMI ก่อนตั้งครรภ์เป็นตัวกำหนด ไม่ขึ้นกับอายุ เชื้อชาติ หรือจำนวนครั้งที่ตั้งครรภ์

BMI ก่อนตั้งครรภ์ ประเภท น้ำหนักรวมที่ควรขึ้น (กก.) อัตรา ไตรมาส 2–3 (กก./สัปดาห์) ครรภ์แฝด (กก.)
< 18.5 🔵 น้ำหนักน้อย (Underweight) 12.5–18 กก. 0.44–0.58 กก./สัปดาห์ ไม่มีแนวทาง*
18.5–24.9 🟢 น้ำหนักปกติ (Normal) 11.5–16 กก. 0.35–0.50 กก./สัปดาห์ 16.8–24.5 กก.
25.0–29.9 🟡 น้ำหนักเกิน (Overweight) 6.8–11.3 กก. 0.23–0.33 กก./สัปดาห์ 14.1–22.7 กก.
≥ 30.0 🔴 อ้วน (Obese) 5–9.1 กก. 0.17–0.27 กก./สัปดาห์ 11.3–19.1 กก.

* ครรภ์แฝดในกลุ่ม Underweight — ข้อมูลไม่เพียงพอสำหรับกำหนดแนวทาง ควรปรึกษาแพทย์

น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ~12.5 กก. มาจากไหนบ้าง?

ข้อมูลจาก Institute of Medicine (IOM) 2009 และ Mayo Clinic — น้ำหนักเกือบทั้งหมดมีเหตุผลทางสรีรวิทยา ไม่ใช่ไขมันล้วนๆ

👶
ทารกในครรภ์
~3.2–3.6 กก.
ประมาณ 25% ของน้ำหนักทั้งหมด เพิ่มขึ้นเร็วมากในไตรมาส 3
🫀
ปริมาตรเลือดที่เพิ่มขึ้น
~1.4–1.8 กก.
ปริมาตรเลือดเพิ่มขึ้นเกือบ 50% เพื่อหล่อเลี้ยงทารกและรก
🫁
ไขมันสะสม (Fat Stores)
~2.7–3.6 กก.
สำรองพลังงานสำหรับการคลอดและให้นมบุตร ร่างกายสะสมไว้ตั้งแต่ไตรมาสแรก
💧
ของเหลวในร่างกายส่วนเกิน
~0.9–1.4 กก.
น้ำที่สะสมในเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดอาการบวมเท้า-ข้อเท้าในช่วงปลายครรภ์
🫄
รก (Placenta)
~0.7 กก.
อวัยวะที่ส่งสารอาหาร ออกซิเจน และฮอร์โมนให้ทารก
🫧
น้ำคร่ำ (Amniotic Fluid)
~0.9 กก.
ของเหลวที่ห่อหุ้มและปกป้องทารก มีมากสุดในสัปดาห์ที่ 34
🫃
มดลูกที่ขยายตัว
~0.9 กก.
มดลูกขยายจาก 1/6 ปอนด์ เป็นเกือบ 2 ปอนด์เพื่อรองรับทารก
🤱
เนื้อเยื่อเต้านม
~0.45–1.4 กก.
เต้านมขยายและพัฒนาเพื่อเตรียมผลิตน้ำนม

น้ำหนักควรขึ้นเท่าไหร่ในแต่ละไตรมาส?

ไตรมาส 1

สัปดาห์ 1–12

ไตรมาสแรกน้ำหนักขึ้นน้อยมาก เพราะทารกยังเล็กมาก ร่างกายส่วนใหญ่กำลังสร้างรกและปรับฮอร์โมน คุณแม่บางรายน้ำหนักลดลงเพราะแพ้ท้อง ถือว่าปกติมาก ไม่ต้องกังวล

น้ำหนักที่ควรขึ้น0.5–2 กก. รวมทั้งไตรมาส
อัตราต่อสัปดาห์~0.04–0.17 กก./สัปดาห์
แคลอรี่เพิ่มเติมไม่จำเป็น — กินตามปกติ
หมายเหตุแพ้ท้องทำให้น้ำหนักลดได้ ปรึกษาแพทย์ถ้าลดมาก
ไตรมาส 2

สัปดาห์ 13–27

ไตรมาสสองน้ำหนักขึ้นสม่ำเสมอและเป็นช่วงที่ขึ้นมากที่สุดต่อสัปดาห์ ทารกเริ่มโตอย่างรวดเร็ว ระบบการขึ้นน้ำหนักเป็นแบบเส้นตรง — ขึ้นสม่ำเสมอทุกสัปดาห์คือสัญญาณที่ดี

น้ำหนักที่ควรขึ้น~5–7 กก. รวมทั้งไตรมาส (BMI ปกติ)
อัตราต่อสัปดาห์~0.35–0.50 กก./สัปดาห์
แคลอรี่เพิ่มเติม~340 กิโลแคลอรี่/วัน
หมายเหตุระยะที่เหมาะสมสำหรับออกกำลังกายเบาๆ
ไตรมาส 3

สัปดาห์ 28–40

ไตรมาสสามน้ำหนักขึ้นต่อเนื่องในอัตราใกล้เคียงไตรมาสสอง เนื่องจากทารกสะสมน้ำหนักอย่างรวดเร็ว เพิ่มขึ้นสัปดาห์ละ 200–250 กรัม บวกกับน้ำคร่ำ เลือด และไขมันคุณแม่

น้ำหนักที่ควรขึ้น~5–6 กก. รวมทั้งไตรมาส (BMI ปกติ)
อัตราต่อสัปดาห์~0.35–0.50 กก./สัปดาห์
แคลอรี่เพิ่มเติม~450 กิโลแคลอรี่/วัน
หมายเหตุบวมเท้าเพิ่มน้ำหนักได้ 1–3 กก. ในสัปดาห์สุดท้าย

ผลกระทบของน้ำหนักขึ้นมากเกินหรือน้อยเกินไป

⚠️ ขึ้นมากเกินไป (Excessive GWG)
🔴 เบาหวานขณะตั้งครรภ์ (GDM)
🔴 ความดันโลหิตสูง / ครรภ์เป็นพิษ
🔴 ทารกตัวโต → คลอดยาก / ผ่าคลอด
🔴 น้ำหนักหลังคลอดลดยาก
🔴 เสี่ยงโรคอ้วนในระยะยาว
🔴 คลอดก่อนกำหนดในบางกรณี
⚠️ ขึ้นน้อยเกินไป (Inadequate GWG)
🔵 ทารกน้ำหนักน้อยแรกเกิด (LBW)
🔵 คลอดก่อนกำหนด
🔵 ทารกพัฒนาการล่าช้า
🔵 น้ำนมน้อยหลังคลอด
🔵 ภาวะขาดสารอาหารในทารก
🔵 ความเสี่ยงต่อสุขภาพแม่ในระยะยาว

6 เคล็ดลับควบคุมน้ำหนักขณะตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย

🥦
กินเพิ่มแต่กินดี
ไม่ต้องกิน "เพื่อ 2 คน" แค่เพิ่ม 300–450 กิโลแคลอรี่/วันในไตรมาส 2–3 เน้นโปรตีน ผัก ธัญพืชเต็มเมล็ด
🚶‍♀️
ออกกำลังกายเบาๆ
เดิน ว่ายน้ำ โยคะครรภ์ 150 นาที/สัปดาห์ ปลอดภัยและช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดี
⚖️
ชั่งน้ำหนักสม่ำเสมอ
ชั่งทุกสัปดาห์ช่วงเช้าตรู่ก่อนอาหาร บันทึกไว้เปรียบเทียบกับเป้าหมายแต่ละสัปดาห์
💧
ดื่มน้ำให้เพียงพอ
น้ำ 8–10 แก้ว/วัน ช่วยลดอาการบวม ลดความอยากน้ำหวาน และช่วยระบบย่อยอาหาร
🚫
ลดน้ำตาลและแป้งขาว
ลดอาหารแปรรูป น้ำตาล เครื่องดื่มหวาน เพื่อลดเสี่ยงเบาหวานขณะตั้งครรภ์
🏥
ฝากครรภ์ตามนัด
แพทย์จะติดตามน้ำหนักและการเจริญเติบโตของทารกทุกครั้ง — ไม่ควรปรับแผนน้ำหนักเองโดยไม่ปรึกษา

คำถามที่พบบ่อย น้ำหนักคนท้องควรขึ้นกี่โล

น้ำหนักคนท้องควรขึ้นกี่โลทั้งหมด?
ขึ้นอยู่กับ BMI ก่อนตั้งครรภ์ตามมาตรฐาน IOM 2009:

BMI < 18.5 (น้ำหนักน้อย): 12.5–18 กก.
BMI 18.5–24.9 (ปกติ): 11.5–16 กก.
BMI 25–29.9 (น้ำหนักเกิน): 6.8–11.3 กก.
BMI ≥ 30 (อ้วน): 5–9.1 กก.

สำหรับครรภ์แฝด เพิ่มน้ำหนักมากกว่า เช่น BMI ปกติควรขึ้น 16.8–24.5 กก.
ไตรมาสแรกน้ำหนักควรขึ้นกี่โล?
ไตรมาสแรก (สัปดาห์ 1–12) ควรขึ้นเพียง 0.5–2 กก. รวมทั้งไตรมาส ร่างกายต้องการพลังงานเพิ่มน้อยมากในช่วงนี้ ไม่จำเป็นต้องกินเพิ่ม

ถ้าแพ้ท้องจนน้ำหนักลด ไม่ต้องกังวล ร่างกายจะชดเชยในไตรมาสสอง แต่ถ้าลดมากกว่า 5% ของน้ำหนักตัวควรปรึกษาแพทย์
น้ำหนักขึ้นเร็วมากในช่วงท้ายครรภ์ปกติไหม?
ปกติ — เพราะหลายปัจจัยมาพร้อมกัน:

• ทารกเพิ่มน้ำหนัก 200–250 กรัม/สัปดาห์ในไตรมาส 3
• ร่างกายกักเก็บน้ำมากขึ้น ทำให้บวมเท้า-ข้อเท้า (+1–3 กก.)
• ปริมาตรเลือดเพิ่มสูงสุดในช่วง 34–36 สัปดาห์

ถ้าบวมทันทีและมากผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจความดันและโปรตีนในปัสสาวะ เพราะอาจเป็นสัญญาณของครรภ์เป็นพิษ
ตั้งครรภ์แฝดควรขึ้นน้ำหนักกี่โล?
สำหรับครรภ์แฝด แนวทาง IOM 2009 (provisional guidelines):

BMI ปกติ (18.5–24.9): 16.8–24.5 กก.
BMI น้ำหนักเกิน (25–29.9): 14.1–22.7 กก.
BMI อ้วน (≥ 30): 11.3–19.1 กก.

สำหรับครรภ์แฝดในกลุ่มน้ำหนักน้อย — ยังไม่มีแนวทางชัดเจน ควรปรึกษาแพทย์โดยตรง
น้ำหนักที่ขึ้นมาเป็นไขมันทั้งหมดไหม?
ไม่เลย — ใน ~12.5 กก. ที่ขึ้น มีแค่ 2.7–3.6 กก. ที่เป็นไขมันสะสม ส่วนที่เหลือมาจาก:

• ทารก 3.2–3.6 กก.
• เลือดที่เพิ่ม 1.4–1.8 กก.
• น้ำคร่ำ 0.9 กก.
• รก 0.7 กก.
• มดลูกขยาย 0.9 กก.
• เต้านม 0.45–1.4 กก.
• ของเหลวในร่างกาย 0.9–1.4 กก.

ประมาณ 50% ของน้ำหนักทั้งหมดหายไปภายใน 6 สัปดาห์แรกหลังคลอด
ขึ้นน้ำหนักเกินเกณฑ์แล้วทำอย่างไร?
ห้ามลดน้ำหนักระหว่างตั้งครรภ์ โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์

สิ่งที่ทำได้อย่างปลอดภัย:
• ลดอาหารแปรรูป น้ำตาล เครื่องดื่มหวาน
• เพิ่มการออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดิน 30 นาที/วัน
• กินผัก โปรตีน และธัญพืชเต็มเมล็ดให้มากขึ้น
• ปรึกษานักโภชนาการหรือสูติแพทย์เพื่อวางแผนอาหาร

เป้าหมายคือ "ชะลอ" ไม่ใช่ "หยุด" การขึ้นน้ำหนัก ตราบใดที่ทารกโตตามเกณฑ์
หลังคลอดน้ำหนักจะลดกี่โลทันที?
ทันทีหลังคลอด น้ำหนักลดลงเฉลี่ย 5–6 กก. จาก:

• ทารก ~3.2–3.6 กก.
• รก ~0.7 กก.
• น้ำคร่ำ ~0.9 กก.

ในช่วง 6 สัปดาห์แรก น้ำหนักลดลงอีกราว 50% ของที่เหลือ จากน้ำที่ร่างกายขับออก น้ำหนักที่เหลือ (ส่วนใหญ่เป็นไขมันสำรอง) จะค่อยๆ ลดในช่วง 6–12 เดือน การให้นมบุตรช่วยเผาผลาญ 300–500 กิโลแคลอรี่/วัน เร่งการลดน้ำหนักได้

เครื่องมือสุขภาพครรภ์ที่เกี่ยวข้อง

โฆษณา